คือ การอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อในตาภายหลังจากการผ่าตัด ซึ่งจะพบการอักเสบของตาทั้งหมด ทั้งส่วนหน้าม่านตาและส่วนหลังม่านตา  มักเกิดจากการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ตาระหว่างการผ่าตัด หรือหลังการผ่าตัด  ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดที่สำคัญ และต้องรับการรักษาโดยเร่งด่วน    

     การติดเชื้อหลังผ่าตัดมักแสดงอาการภายใน 6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับปริมาณและความรุนแรงของเชื้อโรคที่ได้รับ ผู้ป่วยบางรายได้รับเชื้อที่มีความรุนแรงน้อยหรือเติบโต ฟักตัวในตาอย่างช้า ๆ  ก็อาจเกิดอาการได้ในเวลาเป็นเดือนหรือปี หลังการผ่าตัด  การตรวจพบ  การวินิจฉัย และรักษาที่รวดเร็ว จะสามารถควบคุมโรคได้ดี และทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีกว่า

ที่มาของเชื้อโรค  อาจมาจาก

  1. เชื้อที่มีอยู่ประจำในตาของผู้ป่วยตั้งแต่ก่อนผ่าตัด เช่นที่เยื่อบุตา ขนตา หรือ ที่ผิวหนังของผู้ป่วย โดยเฉพาะ ผู้ที่มีเปลือกตา หรือหนังตาอักเสบ มีโรคของต่อมน้ำตา
  2. อุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดที่ผ่านการฆ่าเชื้อที่ไม่สะอาดเพียงพอ     
  3. อุปกรณ์การผ่าตัดที่ควรใช้ครั้งเดียว (Disposable) แต่นำมาฆ่าเชื้อใช้ใหม่ และไม่สะอาดปลอดภัยพอ
  4. ของเหลวที่ใช้ระหว่างการผ่าตัด ไม่สะอาดหรือมีการใช้ต่อเนื่องกันระหว่างผู้ป่วยหลายคน  
  5. เลนส์ตาเทียมที่อาจสัมผัสผิวหนังบริเวณตา หรือปนเปื้อนเชื้อโรคทางอากาศเมื่อเปิดจากกล่อง ก่อนเข้าสู่ตา

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการติดเชื้อ ได้แก่

  1. การผ่าตัดที่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัด
  2. วิธีการผ่าตัดที่ซับซ้อนยุ่งยาก
  3. ระยะเวลาในการผ่าตัดที่นานขึ้น
  4. วัสดุที่ใช้ทำเลนส์ตาเทียมบางชนิด เช่นขาเลนส์ที่ทำจาก Prolene

ผลจากการติดเชื้อ  

      จะเกิดการทำลายเนื้อเยื่อในตา ทั้งโดยตรงจากตัวเชื้อเองที่กระตุ้นให้เกิดสารก่อการอักเสบ พิษจากตัวเชื้อโรคและสารพิษที่เชื้อโรคสร้างขึ้น รวมกันแล้วนี้ทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรง ดังนั้นการรักษาจะต้องใช้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อโรค และจะต้องควบคุมการอักเสบซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันด้วย

    

 

 

อาการ    

 

   ปวดตามาก ตาแดง ตามัวลง น้ำตาไหลมากผิดปกติ

  

 

     ตรวจตาจะพบเปลือกตาบวมแตะแลัวเจ็บ เยื่อบุตาแดง  มีเซลล์เม็ดเลือดขาวมากมองเห็นเป็นหนองในช่องตาส่วนหน้า และอาจตกเป็นตะกอนบนเลนส์เทียม หรือหลังเลนส์เทียม และถ้าการอักเสบรุนแรงมาก อาจลามไปสู่เข้าภายในตา มีน้ำวุ้นตาตาและจอประสาทตาอักเสบร่วมด้วย

 

การวินิจฉัย 

     ผู้ป่วยมีประวัติผ่าตัดตา ร่วมกับอาการอักเสบในตา โดยจะต้องตรวจยืนยัน ด้วยการเจาะนำน้ำในช่องหน้าม่านตา และน้ำวุ้นตาส่งตรวจและเพาะเชื้อ การทำ ultrasound ในรายที่ไม่สามารถตรวจ ด้านหลังม่านตา จะช่วยตรวจได้ว่ามีการอักเสบในน้ำวุ้นตา หรือจอประสาทตาลอก ร่วมด้วยหรือไม่ นอกจากนี้จะต้องนึกถึงโรคอื่น ที่มีลักษณะ ใกล้เคียงกันด้วย เช่น การอักเสบจากสารเคมีหลังการผ่าตัด (TASS) การเกิดม่านตาอักเสบเฉียบพลัน ( acute uveal inflammation / iridocyclitis ) การอักเสบที่มากกว่าปกติจากการผ่าตัดที่ซับซ้อน และมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัด

การรักษา 

     สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การรักษาได้ผลดี คือ การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว และได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม โดยจะได้รับยาทั้งทางฉีดเข้าในน้ำวุ้นตา , การรับยาทางเส้นเลือด และการผ่าตัดน้ำวุ้นตา

     จากการรักษา พบว่า การติดเชื้อจาก Coagulase negative Staphylococci และผู้ป่วยกลุ่มที่ตรวจไม่พบเชื้อนั้นมีการพยากรณ์โรคที่ดีที่สุด ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อรุนแรง จำเป็นต้องรับการผ่าตัดน้ำวุ้นตาเพื่อลดปริมาณของเชื้อในตาลง

 

การติดตามการรักษา 

     ในระยะแรก จะได้รับ ยาหยอดตาทุกวัน และค่อย ๆ ลดลงจนอาการดีขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจตาทุกวันเพื่อมั่นใจว่าให้ยาได้ครอบคลุมเชื้อโรคได้ดี และครอบคลุมการอักเสบได้ และเพื่อพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมในรายที่ไม่ได้ผลดี